บทที่ 4 -

แสงแดดยามเช้าทอดตัวผ่านกระจกบานโตของคฤหาสน์หรู ส่องกระทบห้องนอนขนาดใหญ่บนชั้นสองซึ่งเคยถูกตกแต่งด้วยโทนสีขาวและเทาตามสไตล์มินิมัลลิสต์อันเงียบเหงา บรรยากาศอบอ้าวและตึงเครียดของห้องเดิมบัดนี้กลับถูกเนรมิตใหม่ด้วยสองมือของพี่เลี้ยงคนใหม่

พัดชาในชุดเสื้อยืดสีพาสเทลสวมทับด้วยเอี๊ยมยีนขาสั้นดูคล่องตัว กำลังเขย่งเท้ายืนอยู่บนเก้าอี้พลาสติกขนาดเล็ก ในมือถือสติกเกอร์วอลเปเปอร์ไร้คราบกาวลายต้นไม้ใหญ่และสัตว์ป่าน่ารัก เธอค่อย ๆ บรรจงแปะแผ่นสติกเกอร์ลงบนผนังปูนเปลือยสีเทาหม่นอย่างตั้งอกตั้งใจ โดยมีน้องมิลินนั่งตาแป๋วอยู่บนพรมนุ่มกลางห้อง ในมือเล็ก ๆ คอยหยิบชิ้นส่วนสติกเกอร์รูปนกน้อยและกระรอกส่งให้พี่เลี้ยงสาวอย่างสนุกสนาน

“พี่พัดคะ เอาเจ้านกสีฟ้าแปะไว้บนกิ่งไม้ตรงนี้ด้วยได้ไหมคะ” เสียงเล็กเอ่ยขึ้นอย่างกระตือรือร้น

“ได้เลยค่ะคนเก่ง แต่น้องมิลินต้องช่วยพี่พัดนับก่อนนะว่าเจ้านกตัวนี้มีกี่ตัว ?” พัดชาย่อตัวลงมาส่งยิ้มหวานให้เด็กน้อย

“หนึ่ง... สอง... สาม ! มีสามตัวค่ะ !” มิลินชูนิ้วป้อม ๆ ขึ้นมาสามนิ้วพลางหัวเราะร่า

ขณะที่ห้องนอนอันเคยเย็นชาเริ่มเปลี่ยนสภาพเป็นป่าเทพนิยายอันอบอุ่น เสียงก้าวเท้าหนักแน่นและเป็นจังหวะตามแบบฉบับของเจ้าของบ้านก็ดังก้องมาจากทางเดินด้านนอก ธันวาในชุดสูทสีกรมท่าเนี้ยบกริบ เตรียมตัวจะออกไปทำงานที่บริษัท เดินผ่านห้องนอนของหลานสาวเพื่อจะแวะมาดูความเรียบร้อย

แต่ทว่า เมื่อสายตาคมกริบใต้กรอบแว่นมองผ่านประตูที่เปิดแง้มไว้ ภาพตรงหน้าก็ทำให้เท้าของเขาหยุดชะงักลงทันที

ดวงตาคู่นั้นขยายกว้างด้วยความตกตะลึง คิ้วเข้มขมวดขวับเข้าหากัน ห้องนอนสไตล์โมเดิร์นสุดหรูที่เขาตั้งใจสั่งออกแบบอย่างพิถีพิถัน บัดนี้เต็มไปด้วยสายรุ้งผ้าแขวนอยู่เหนือเตียงนอน สติกเกอร์ลายการ์ตูนสีสดใสติดเกลื่อนผนัง และที่หนักที่สุดคือ กล่องกระดาษลังขนาดใหญ่ที่ถูกต่อเป็นบ้านต้นไม้จำลองวางเด่นหราอยู่มุมห้อง

“คุณพัดชา !” เสียงทุ้มต่ำและราบเรียบแต่แฝงไปด้วยความเข้มงวดดังขึ้นตรงประตู

พัดชารีบหันกลับมาส่งยิ้มสดใสให้ ขณะที่มิลินสะดุ้งเล็กน้อยแล้วรีบขยับไปซ่อนหลังขาของพี่เลี้ยงสาวทันที

“อรุณสวัสดิ์ค่ะคุณธันวา แต่งตัวเสร็จแล้วเหรอคะ” พัดชาทักทายด้วยท่าทีสบาย ๆ ไร้ซึ่งความเกรงกลัว

ธันวาเดินก้าวยาว ๆ เข้ามาในห้อง สายตากวาดมองรอบ ๆ ด้วยความไม่พอใจ

“นี่มันอะไรกันครับ คุณทำอะไรกับห้องนี้ ผมจำได้ว่าผมระบุชัดเจนเรื่องความสะอาดและการจัดเก็บสิ่งของ ไม่ใช่ให้คุณมาเปลี่ยนตกแต่งห้องตามใจชอบแบบนี้ !”

“อ๋อ สติกเกอร์พวกนี้เป็นแบบลอกออกได้โดยไม่ทิ้งคราบกาวค่ะคุณธันวา” พัดชาอธิบายด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล พลางดึงแผ่นสติกเกอร์ตรงมุมให้ดูเป็นตัวอย่าง

“ห้องเดิมมันดู... เอ่อ เหมือนห้องพักในโรงแรมหรือออฟฟิศมากกว่าห้องนอนเด็กสามขวบนะคะ บรรยากาศแบบนั้นมันทำให้เด็กรู้สึกอ้างว้างและเกร็ง การเพิ่มสีสันและพื้นที่เล่นจะช่วยให้มิลินรู้สึกว่าที่นี่คือ ‘บ้าน’ จริง ๆ ค่ะ”

“แต่มันไม่เป็นระเบียบ !” ธันวาเถียงเสียงแข็ง แม้ใจหนึ่งจะแอบยอมรับว่ารอยยิ้มของมิลินในเช้าวันนี้ดูสดใสกว่าทุกวันก็ตาม

“ผมชอบความเรียบง่ายและเป็นระเบียบ”

“แต่หลานสาวของคุณชอบสีสันและความอบอุ่นค่ะ” พัดชาสวนกลับทันควันด้วยรอยยิ้มตาหยี แต่ดวงตาคู่นั้นกลับสู้สายตาเขาอย่างไม่ลดละ

“คุณธันวาจะไปทำงานแล้วใช่ไหมคะ ไม่ต้องห่วงเรื่องความสะอาดนะคะ ตอนเย็นก่อนคุณกลับบ้าน ทุกอย่างจะถูกจัดเก็บเข้าที่อย่างเรียบร้อยแน่นอนค่ะ”

ธันวาจ้องหน้าพี่เลี้ยงสาวผู้กล้าแข็งข้อตั้งแต่วันแรก เขาถอนหายใจออกมาเบา ๆ รู้สึกเหมือนกำลังพ่ายแพ้ด่านแรกให้กับความใจเย็นและเหตุผลข้าง ๆ คู ๆ ของเธอ

“ถ้าตอนเย็นผมเห็นรอยเปรอะเปื้อนบนผนังแม้นิดเดียว เราได้เห็นดีกันแน่ คุณพัดชา”

“บ๊ายบายค่า~”

เวลาล่วงเลยมาจนถึงช่วงเที่ยงวัน เสียงจานชามกระทบกันดังแผ่วเบามาจากห้องอาหารหรู แม่บ้านจัดวางจานอาหารสำหรับเด็กไว้บนโต๊ะกินข้าวไม้เนื้อดี แต่ผู้ร้ายสำหรับเด็กวัยสามขวบก็ได้ปรากฏขึ้นกลางจาน... มันคือ ‘บล็อกโคลี‘ และ ‘แคร์รอต’

มิลินนั่งอยู่บนเก้าอี้สูงสำหรับเด็ก หนูน้อยกอดอกแน่น เบือนหน้าหนีจานอาหารพร้อมกับกอดริมฝีปากแน่นสนิท

“หนูไม่กิน ! หนูไม่ชอบผัก ! ผักมันขม !”

พัดชาเดินเข้ามาพร้อมกับถ้วยน้ำซุปเล็ก ๆ เธอมองอาการต่อต้านของเด็กน้อยอย่างเข้าใจ หากเป็นคุณน้าอย่างธันวา เขาคงจะใช้วิธีขู่ว่าจะไม่ซื้อของเล่นให้ หรือบังคับให้กินแน่นอน แต่สำหรับนักเขียนนิทานอย่างเธอ... การบังคับคือทางเลือกที่ล้มเหลวที่สุด

“เอ๋...” พัดชาลากเสียงยาว ทำหน้าประหลาดใจพลางนั่งลงข้าง ๆ

“มิลินรู้ไหมคะว่าในจานนี้ไม่ใช่ผักธรรมดานะ”

เด็กน้อยแอบเหลือบมองจานอาหารเล็กน้อย “ไม่ใช่ผักเหรอคะ ?”

“ไม่ใช่เลยสักนิดค่ะ ดูนะ” พัดชายิ้มแป้น เธอยกช้อนกับส้อมขึ้นมาแล้วเริ่มจัดวางบล็อกโคลีและแคร์รอตในจานใหม่เพียงไม่กี่วินาที จากต้นไม้กลายเป็นรูปสิงโตที่มีแผงคอเป็นบล็อกโคลีสีเขียวสด และมีดวงตากับจมูกทำจากแคร์รอตรูปวงกลม

“นี่คือสิงโตบรูโนจอมพลังต่างหากล่ะคะ  สิงโตบรูโนกำลังรอคอยอัศวินน้อยมาช่วยปลดปล่อยพลังวิเศษอยู่ มิลินรู้ไหมว่าถ้าอัศวินน้อยเคี้ยวต้นไม้สีเขียวตรงแผงคอนี้เข้าไปหนึ่งคำ กล้ามแขนของอัศวินจะแข็งแรงจนยกพี่หมีคลอดด์ลอยขึ้นฟ้าได้เลยนะ” พัดชาเปลี่ยนน้ำเสียงเป็นเสียงทุ้มเข้มทรงพลัง

มิลินตาโตด้วยความสนใจ “จริงเหรอคะพี่พัด ?”

“จริงที่สุดเลยค่ะ แต่ว่า... อัศวินน้อยมิลินจะกล้าเคี้ยวต้นไม้พลังงานของสิงโตบรูโนหรือเปล่านะ” พัดชาทำท่าแกล้งท้าทาย พลางใช้ช้อนตักบล็อกโคลีชิ้นเล็ก ๆ ยื่นไปจ่อที่ปากของเด็กน้อย

ความอยากเอาชนะและความหลงใหลในโลกแห่งนิทานทำให้อุปสรรคเรื่องความขมพังทลายลง มิลินอ้าปากกว้างแล้วรับบล็อกโคลีเข้าปากทันที หนูน้อยหลับตาปี๋ เคี้ยวตุ้ย ๆ อย่างตั้งอกตั้งใจ ก่อนจะกลืนลงคอไปได้อย่างง่ายดาย

“เย่ อัศวินมิลินทำได้แล้ว !” พัดชาปรบมือร่า

“ลองเช็กกล้ามแขนสิคะ โอ้โฮ แข็งแรงขึ้นจริง ๆ ด้วย งั้นต่อไปเรามาลองกินชิ้นส่วนแคร์รอตตาเลเซอร์กันดีกว่า !”

“หนูจะกินตาเลเซอร์ด้วย หนูจะเป็นอัศวินจอมพลัง !”

เด็กน้อยส่งเสียงหัวเราะชอบใจ ตักผักและข้าวในจานกินเองอย่างสนุกสนานทีละคำ ๆ โดยไม่ต้องมีใครมาคอยบังคับหรืออ้อนวอนเลยแม้แต่น้อย

ในขณะที่ศึกผักจอมพลังกำลังดำเนินไปอย่างดุเดือดและเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม เสียงเปิดประตูหน้าบ้านก็ดังขึ้น ธันวาที่เพิ่งกลับมาจากไปพบลูกค้าช่วงเที่ยง เดินเข้ามาในห้องอาหารเพื่อจะตรวจดูว่าพี่เลี้ยงคนใหม่ทำตามตารางโภชนาการได้ดีแค่ไหน แต่ภาพที่เขาเห็นกลับทำให้เขานิ่งงันไป มิลินกำลังเคี้ยวแคร์รอตอย่างมีความสุขและหัวเราะร่า โดยมีพัดชานั่งป้อนไป เล่านิทานประกอบท่าทางไปอย่างมีชีวิตชีวา จานอาหารที่เคยมีผักเหลือเกลื่อนบัดนี้แทบจะว่างเปล่า

“คุณธันวา ? กลับมาทานข้าวเที่ยงที่บ้านเหรอคะ” พัดชาหันมาเห็นเขาจึงเอ่ยทัก

ธันวาปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบตึงตามเดิม เขากระแอมเบา ๆ แล้วก้าวเข้ามาใกล้โต๊ะอาหาร

“ผม... แค่แวะมาเอาเอกสารที่ลืมไว้ แล้วก็แวะมาดูว่าคุณทำตามกฎข้อที่หนึ่งเรื่องสารอาหารหรือเปล่า แต่ดูเหมือน... มิลินจะยอมกินผัก ?”

“กินหมดเลยค่ะน้าธัน ตอนนี้มิลินเป็นอัศวินจอมพลังแล้วนะคะ” มิลินเบ่งกล้ามแขนเล็ก ๆ ให้คนเป็นน้าดูอย่างภาคภูมิใจ

ธันวามองภาพนั้นด้วยความรู้สึกทึ่งในใจ แต่ก็ยังพยายามรักษามาดเจ้าระเบียบไว้ เขาย่อตัวลงมองจานอาหารของหลานสาว แล้วเงยหน้าขึ้นมาตั้งใจจะเอ่ยชมพี่เลี้ยงสาวสักคำ แต่แล้วสายตาของเขากลับไปสะดุดเข้ากับใบหน้าของพัดชาในระยะกระชั้นชิด

แก้มเนียนใสของหญิงสาวปรากฏรอยเปรอะของซอสมะเขือเทศสีแดงสดตรงมุมปากด้านขวา น่าจะเป็นเพราะช่วงที่เธอทำท่าทางเล่านิทานและหยอกล้อกับมิลินจนซอสกระเด็นใส่โดยไม่รู้ตัว

บทก่อนหน้า
บทถัดไป